เกิดอะไรขึ้น กับ 3 ปีที่ผ่านมาของ มูรินโญ่?

เกิดอะไรขึ้น กับ 3 ปีที่ผ่านมาของ มูรินโญ่?

เชื่อว่าแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายคนคงสงสัยไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบ โช่เซ่ มูรินโญ่ เป็นการส่วนตัว สิ่งที่ถูกตั้งเป็นคำถามกันมาตลอดคือมันเกอะไรขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา

เพราะอย่างที่เราเห็นกันว่าเมื่อทีมมีการเปลี่ยนแปลง เอา โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เข้ามาเป็นนายใหญ่ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ผลงานของนักเตะมันก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างเห็นได้ชัด

จากที่ผู้เขียนได้รวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ตามสื่อบ้าง ตามบทสัมภาษณ์ของแต่ละคนที่เกี่ยวข้องบ้าง เลยถือวิสาสะ ใช้ความคิดของตัวเอง ลองวิเคราะห์ลำดับเหตุการณ์จากตั้งแต่เริ่มแรก ที่ มูรินโญ่ ก้าวเท้าเข้ามาอยู่ในทีม จนถึงวันที่เขาถูกปลดออกจากตำแหน่งกุนซือ ไล่เรียงสรุปได้เป็น 3 องค์ ดังนี้

ปีแรก

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสนามซ้อม แคร์ริงตัน มันช่างหอมหวาน มูรินโญ่ ได้รับการตอบรับที่ยอดเยี่ยม การต้อนรับจากแฟนบอลเองก็เช่นกัน เป็นซีซั่นแรกที่ไม่ได้มีการกดดันอะไรมากมายนัก ไม่มีใครหวังเกินตัวว่าจะต้องยิ่งใหญ่ทันทีทันใด เพราะทุกๆ คนเชื่อว่านักเตะที่มีนั้น ยังไม่คู่ควรพอกับการเป็นแชมป์ แต่ถ้าถามว่าลึกๆ แล้วหวังถึงแชมป์สักรายการหรือไม่ แน่นอนว่าทุกๆ คนคิดแบบนั้น ด้วยยี่ห้อของ มูรินโญ่

บอร์ดบริหาร นำมาโดย เอ็ด วู้ดเวิร์ด เองก็หน้าชื่นตาบาน ที่ได้ มูรินโญ่ เข้ามาสู่ทีม พร้อมเดินหน้าล่านักเตะระดับสูงลงสนาม ซึ่งก็ได้มาทั้งหมด 4 รายในแบบที่น่าพอใจ การเข้ามาของ เอริค ไบยี่, เฮนริค มคิตาร์ยาน, ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และสถิติสโมสร ปอล ป็อกบา ประกอบกับการมี มูรินโญ่ มันทำให้มีความหวังมากเหลือเกิน

 ออกสตาร์ทฤดูกาล 2016-17 มูรินโญ่และลูกทีม คว้าแชมป์ คอมมูนิตี้ ชิลด์ ด้วยการเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-1 แชมป์ พรีเมียร์ลีก จากประตูชัยของ ซลาตัน ในนาทีที่ 83 ทั้งที่ตอนนั้นรูปเกมน่าจะจบลงด้วยผลเสมอแล้ว เพราะ แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มเจาะไม่เข้า แต่การมีกองหน้าระกับที่เรียกว่า “พระเจ้า” ทำให้เห็นถึงความแตกต่าง

หลังจากนั้น อิบราฮิโมวิช ก็ยิงอีก 3 ประตูใน 2 เกมถัดมา และมาได้ลูกยิง “เฟอร์กี้ไทม์” จาก มาร์คัส แรชฟอร์ด พาทีมชนะในลีก 3 เกมติดต่อกัน แต่เมื่อต้องเจอของแข็งอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตั้งแต่เริ่มเดือนกันยายน เลยพลาดท่าพ่ายไป 1-2 หลังจากนั้นพวกเขาก็ติดๆ ขัดๆ มาตลอดฤดูกาล

แม้จะมีสถิติไม่แพ้ใครติดต่อกันยาวนาน นับตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายนในลีก แต่จำนวน 25 เกมนั้น พวกเขาทำได้แค่เพียงเสมอไปถึง 12 เกม เท่ากับว่าชนะได้ 13 นัด สุดท้ายมันเลยทำให้พวกเขาไม่สามารถขยับตัวเองขึ้นไปจากอันดับที่ 6 ได้ ก่อนที่ช่วงท้าย จะไปเน้นในการเล่น ยูฟ่า ยูโรปาลีก มากขึ้น

และในที่สุด มูรินโญ่ ก็เสกแชมป์แรกให้กับทีมได้ตามลายเซ็นต์ของกุนซือ แถมยังเป็นแชมป์ ยูโรปาลีก ที่สโมสรไม่เคยได้มาเลยสักครั้ง ไม่ว่าจะป็นในสมัยชื่อว่า ยูฟา คัพ ก็ตาม แถมยังมีถ้วย ลีก คัพ พ่วงมาด้วยอีกหนึ่งรายการ เรียกได้ว่าอะไรมันก็ดูดีขึ้นเรื่อยๆ เลยสำหรับทีม

แต่ถ้าไปมองย้อนดูถึงการเล่นบนสนาม แผนของ มูรินโญ่ ชัดเจนเลยคือการเล่นแบบรัดกุม เน้นผลการแข่งขัน ตามสไตล์ พวกเขาแพ้ในลีกไปแค่ 5 นัด, เอฟเอ คัพ 1 นัด, ลีก คัพ 2 นัด และ ยูฟ่า ยูโรปาลีก 2 นัด แต่สิ่งที่เป็นจุดด้อยในฤดูกาลนั้นของทีมคือเกมรุก แถมท้ายซีซั่น ยังมาเสีย ซลาตัน จากอาการบาดเจ็บไปอีก ถ้าจะมองดูรายละเอียดแล้วต้องบอกว่ายังไม่ดีพอ แต่ก็เข้าใจด้วยสถานการณ์หลายๆ อย่าง และการเพิ่งก้าวเข้ามาของกุนซือคนใหม่ แถมยังมีความสำเร็จเล็กๆ ติดไม้ติดมือมาอีก ทำให้ฤดูกาลแรกของเขากับ แมนฯ ยูไนเต็ด สอบผ่านไปแบบสบายๆ

ปีที่สอง

ฤดูกาล 2017-18 “ปีศาจแดง” เสริมทัพอย่างต่อเนื่อง คว้า วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, เนมานย่า มาติช และ โรเมลู ลูกากู โดยเป็นการเข้ามาแทนที่ของ ซลาตัน ที่เจ็บยาว และการที่ มู ได้ตัวผู้เล่นอย่าง มาติช ซึ่งเคยใช้งานมาตั้งแต่สมัยคุม เชลซี มันยิ่งทำให้เขาสามารถวางแท็กติกได้ตามที่ตัวเองต้องการมากขึ้น แต่หารู้ไม่ว่านั่นกำลังจะเป็นหายนะที่เกิดขึ้นสำหรับเขา

 เริ่มต้นซีซั่นได้ไม่สวยนัก สำหรับ “ปีศาจแดง” เพราะไปพ่าย เรอัล มาดริด ในการเล่น ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 1-2 แต่มันก็ถือเป็นงานยากสำหรับพวกเขา ที่ต้องมาเจอแชมป์ยุโรปที่ฟอร์มเหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่พอเข้ามาในเกมลีก มูรินโญ่ พาลูกทีมออกสตาร์ทได้สวย ขึ้นเป็นจ่าฝูง ผลงาน 3 นัด 10 ประตู, 7 นัด 21 ลูก เสียแค่ 2 มันทำให้ทุกคนมีความหวัง มีประกายออกมาว่าฤดูกาลนี้อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถกลับมาเป็นแชมป์ลีกได้เสียที

แต่แล้วสิ่งที่กุนซือชาวโปรตุกีสใช้มาตลอด ท่าไม้ตายที่หลายๆ คนไม่ชอบนัก คือการเล่นรถบัสเน้นผลการแข่งขัน ในเกมนัดที่ 8 ของซีซั่น พวกเขาเสมอ ลิเวอร์พูล ในการไปเยือน แอนฟิลด์ 0-0 แบบที่กลายเป็นแดงเดือดของก็อป ไม่ได้มีความมันส์ มีอารมณ์ร่วมทั้งในสนามและนอกสนามแต่อย่างใด

เพราะเหตุใด ทีมที่ยิงเฉลี่ยนัดละ 3 ประตูตลอดเจ็ดเกมที่ผ่านมา กลับต้องมานั่งจออดรถบัส ไม่กล้าบุก พอใจกับผลเสมอ และคว้าหนึ่งแต้มกลับบ้าน มันเป็นดีเอนเอ ที่ฝังอยู่ในแท็กติกการคุมทีมของ มู อยู่แล้ว ผลเลยออกมาเป็นแบบนั้น

หลังจากนั้นทุกอย่างมันก็ดูเป๋ลงไปหมด จากเกมรุกที่จัดจ้าน มันก็เริ่มไร้ไอเดีย เห็นได้เลยทันทีกับเกมต่อมาที่แพ้ให้กับ ฮัดเดอร์สฟิลด์ 1-2 ต่อมาทีมก็ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา มีช่วงที่เล่นได้ดี แต่ก็มีช่วงที่สะดุด ขณะที่ผลงานของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับดีดขึ้นๆ เก็บชัยชนะแบบทิ้งกันไม่เห็นฝุ่น สุดท้ายเพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญ ก็คว้าแชมป์ไปสบายๆ

ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้เพียงอันดับสอง แพ้ไปถึง 7 เกม ทำแต้มได้ 81 คะแนน ตามหลังแชมป์ถึง 19 แต้ม สิ่งที่ดูดีที่สุดในฤดูกาลนี้ คงจะเป็นการเสียประตูที่น้อยเป็นประวัติการณ์ ขณะที่เกม เอฟเอ คัพ พวกเขาเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่สุดท้ายก็ไปพ่ายให้กับ เชลซี ชวดแชมป์ไป เท่ากับว่า ฤดูกาล 2017-18 มือเปล่า

ส่วนในแง่ของรายละเอียดแต่ละเกม จะสังเกตุได้ว่าเรื่องราวทั้งหมด มันกลับพลิกผันจากที่ดูมีความหวัง กลับเล่นกันเหมือนคิดอะไรไม่ออก จากที่วิ่งน้อยก็กลายเป็นเดินเล่น ทุกสิ่งมันเกิดขึ้นหลังจากที่ได้ตัว อเล็กซิส ซานเชซ เข้ามาเมื่อเดือนมกราคม

ไม่ได้ต้องการที่จะโจมตีแข้งชาวชิลีนะครับ เพียงแต่ถ้าใครจำกันได้ “ปีศาจแดง” กำลังลงตัวในแผนการเล่น เจสซี่ ลินการ์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ฟอร์มกำลังดี ลูกากู เองก็ยิงได้เรื่อยๆ ทีมกำลังจะได้แผนการเล่น 4-2-3-1 ได้อย่างลงตัว แต่เมื่ออดีตแข้ง อาร์เซน่อล ได้สลับตัวกับ มคิตาร์ยาน ทำให้ มูรินโญ่ ต้องจำใจส่งเขาลงในตำแหน่งหน้าซ้าย ด้วยดีกรี และค่าเหนื่อยที่แสนแพง จะให้มาอยู่ข้างสนามรอโอกาสก็คงจะไม่ใช่

สุดท้ายทีมกลับไม่ได้ดีขึ้น แถมยังดูเปราะบางและอ่อนแอกว่าเดิมด้วยซ้ำ ปิดฉากฤดูกาลแบบกระอักกระอ่วนอยู่พอสมควร เพราะแม้จะจบด้วยการเป็นรองจ่าฝูง แต่ก็กลับบ้านมือเปล่าทุกรายการ

ปีที่สาม

เปิดหัวตั้งแต่ช่วง ปรีซีซั่น ก็ออกมาไม่สวยงามเลย เนื่องจากนักเตะตัวหลักหลายคน ติดภารกิจไปเล่นฟุตบอลโลก ทำให้เหลือผู้เล่นชุดใหญ่ไม่มากนัก แล้วก็เลยทำให้พวกเขาชนะเพียงนัดเดียวเหนือ เรอัล มาดริด ใน 90 นาที (ชนะ มิลาน ด้วยการดวลจุดโทษ) 2-1 ด้วยการยิงใส่ทีมเยาวชนของ “ราชันชุดขาว” ในครึ่งแรก และเกือบไม่ชนะ หลัง มาดริด ส่งตัวหลักลงมาบ้าง และเกือบเสมอได้ 2-2 ซึ่ง มูรินโญ่ ได้ทิ้งถ้อยคำที่ทำให้ทุกๆ คนสงสัยตลอดช่วงปรีซีซั่นว่า “นี่ไม่ใช่ทีมของผม”

ทิศทางของสโมสรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากปีแรกที่เล่นเกมรุก ครองบอลมาก แต่เกมรุกมีข้อบกพร่อง ทำให้ยิงประตูไม่ได้มากพอ ทำให้กุนซือชาวโปรตุกีส เปลี่ยนความคิดของตัวเอง โดยอาศัยการเล่นรถบัส ให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น จากเดิมที่ก็ดูจะกังวลเรื่องนี้ และก็เพลย์เซฟมากพอแล้ว กลับยิ่งทวีคูณขึ้นในทุกๆ ปี จนทำให้นักเตะภายในทีม พวกบรรดาสายรุก ไม่ว่าจะเป็น ป็อกบา, ลูกากู, ลินการ์ด, แรชฟอร์ด, อเล็กซิส, มาร์กซิยาล หรืออาจจะลามไปได้ถึง อันเดร เอร์เรร่า และ ฆวน มาต้า ด้วยก็เป็นได้

ผู้เล่นที่อยู่ในทีม เริ่มไม่โอเคกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ยังไม่รวมกับเรื่องราวนอกสนาม การปฏิบัติตัวของ มูรินโญ่ ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์คนนู้นคนนี้ออกสื่อ, ไล่ตอบโต้นักข่าวด้วยการถือหางตัวเอง ทั้งๆ ที่ทีมเพิ่งพบความพ่ายแพ้มา หรือจะเป็นการปฏิบัติตัวกับนักเตะไม่ได้ดีสักเท่าไหร่

แค่ในสนามซ้อม-สนามแข่ง ก็ทำให้นักเตะอึดอัดแทบจะบ้าแล้ว ผู้เล่นเกมรุก เกิดมาเล่นแต่เกมรุก แต่กลับไม่ได้รับอิสระในการเล่น ไม่ได้วาดลวดลายอย่างที่ต้องการบนสนาม กลับให้อยู่แต่ในตำแหน่งตัวเอง เน้นความปลอดภัย ใครมันจะไปมีความสุข

ฤดูกาลก่อนนักเตะเหล่านี้มันก็ทนมาอยู่แล้ว มาในซีซั่นนี้ กลับยิ่งรัดกุมแบบทวีคูณ มันก็เลยออกอาการมาว่า “ไม่เอาอีกแล้ว” อย่างที่เราเห็นกัน

จะสังเกตได้ว่า บางเกมทีมก็เล่นดีใจหาย แต่บางแมตช์ก็แย่แบบไม่รู้จะแย่ยังไง อย่างนัดที่แพ้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 0-3 ทีมก็เล่นกันได้ดี เพียงแต่มันก็มาดีเมื่อสาย หรืออย่างในนัดที่พลิกกลับมาชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ได้ 3-2 จากการตามหลัง 2 ประตู มันเป็นสิ่งที่นักเตะในทีมได้ปลดแอกออกมา นอกเหนือคำสั่งของ มูรินโญ่ นอกเหนือความรัดกุมที่ถูกวางให้ทำมาตั้งแต่ซีซั่นก่อน

สิ่งที่สำคัญเลยคือ ยิ่ง มูรินโญ่ อยากเล่นรัดกุม กลัวการเสียประตูมากเท่าไหร่ ทีมกลับยิ่งเสียประตูมากขึ้นเท่านั้น จากฤดูกาลก่อนที่เสีย 28 ประตู เก็บคลีนชีทได้เป็นว่าเล่น แต่พอมาฤดูกาลนี้ ตัวผู้เล่นเดิม กองหลังเดิมๆ กองกลางเดิมๆ ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่กลับเสียประตูเป็นเท่าตัว

ฟางเส้นสุดท้าย การพ่ายให้กับคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง ลิเวอร์พูล 1-3 แบบที่รูปเกมสู้ไม่ได้ มันทำให้ มูรินโญ่ ต้องเก็บกระเป๋าออกไปจากทีมเสียที เพราะเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนอกสนามที่บรรยากาศหรือความสัมพันธ์กับนักเตะมันจะแย่ขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้าผลงานมันก็แย่ไปด้วย จนจะทำให้ทีมไม่ได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง สุดท้ายคนที่ต้องรับผิดชอบ มันก็ต้องเป็นผู้จัดการทีมนั่นแหละ

สุดท้าย ก็อย่างที่เราเห็นกันในช่วง 5 นัดที่ผ่านมา โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้ทำให้บรรยากาศในสนามซ้อม, สนามแข่ง, ห้องแต่งตัว รวมถึงบุคคลากรทุกๆ อย่าง เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งหมด ไม่ต้องไปนั่งคิดว่า โซลชา จะสามารถทำให้ทีมกลับมาได้แชมป์อะไรหรือไม่ในซีซั่นนี้ แต่การดึงศักยภาพนักเตะ ศักยภาพเสียงเชียร์ของแฟนบอล การดึงอารมณ์เก่าๆ กลับมาอยู่ภายในทีมอีกครั้งต่างหาก คือสิ่งที่ โซลชา ตั้งเป้าหมายไว้ในฤดูกาลนี้

มูรินโญ่ เป็นกุนซือที่เก่งนะครับ แต่ด้วยความเก่งของเขา มันทำให้เขากดดันตัวเอง เล่นรัดกุมและกลัวคู่แข่งมากไปเกินความจำเป็น บวกกับการที่เขาเป็นโค้ชสายซื้อ คือเน้นซื้อไม่ได้เน้นเค้นศักยภาพผู้เล่นที่มีอยู่ พอทรงมันทำท่าจะไม่ดี บอร์ดบริหารก็เล็งเห็น และเริ่มที่จะไม่อนุมัติตามความต้องการ ผลสุดท้ายมันก็เลยออกมาเป็นแบบนี้

ต่อจากนี้ ไม่รู้ว่าอนาคตของ มูรินโญ่ จะไปอยู่กับทีมไหน แต่เชื่อว่าถ้าเขายังมีสไตล์การเล่นแบบนี้ เจอกับสถานการณ์คล้ายๆ แบบนี้ ทุกๆ อย่างมันก็จะวนกลับมาเหมือนเดิม คืออยู่กับทีมไหนไม่ครบ 3 ปี เหมือนกับที่เขาคุม เชลซี รอบสอง และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แต่ถ้าเขาได้เจอที่ๆ ใช่ เจอทีมที่เหมาะกับเขา และเข้าไปในเวลาที่เหมาะสม มันก็จะทำให้เขากลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง