เพราะอะไร ? ลิเวอร์พูล แชมป์ยูฟ่า สมัยล่าสุด อาการน่าเป็นห่วง

เพราะอะไร ? ลิเวอร์พูล แชมป์ยูฟ่า สมัยล่าสุด อาการน่าเป็นห่วง

เพราะอะไร ? ลิเวอร์พูล แชมป์ยูฟ่า สมัยล่าสุด อาการน่าเป็นห่วง หลังจากลงเล่น ปรี-ซีซั่น ทั้งหมด 6 เกม ผลปรากฏว่าพวกเขากลับมีฟอร์มการเล่นที่ไม่ดีสักเท่าไหร่

เพราะอะไร ? ลิเวอร์พูล แชมป์ยูฟ่า สมัยล่าสุด อาการน่าเป็นห่วง

ออกสตาร์ทได้สวยด้วยการถล่มใส่ ทรานเมียร์ โรเวอร์ส ไปถึง 6-0 ต่อมาก็เอาชนะ แบรดฟอร์ด ไปอีก 3-1 แต่หลังจากได้ขึ้นเครื่องบินเดินทางไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่องราวก็เปลี่ยนไปทันที

ลิเวอร์พูล ปรีซีซั่น 2019

ไม่รู้ว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ ก้าวเท้าซ้ายหรือเท้าขวาขึ้นเครื่อง ผลการแข่งขันที่ออกมามันถึงได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแบบนี้

3 เกมที่แดนลุงแซม ทัพ “หงส์แดง” แพ้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-3 แพ้ เซบีย่า 1-2 และเสมอ สปอร์ติ้ง ลิสบอน 2-2 เอาจริงๆ แล้วมันก็ดูไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก เพราะก็แพ้แค่ลูกเดียว อาจจะน่าหวั่นใจก็ตรงเกมรับที่เสียง่ายไปหน่อย

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดินทางมาถึงสกอตแลนด์ เกมที่เอดินเบิร์ก มันดูไม่ค่อยน่าโสภาสักเท่าไหร่เลย

เกมที่ ลิเวอร์พูล พบกับ นาโปลี เจอร์เก้น คล็อปป์ ส่งตัวผู้เล่นแทบจะชุดใหญ่ลงสนาม ผู้รักษาประตูเป็น ซิมง มิโญเล่ต์ กองหลังชุดแชมป์ยุโรป แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, โจเอล มาติป และ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

มิดฟิลด์ใช้ ฟาบินโญ่, เจมส์ มิลเนอร์ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม แนวรุกส่ง จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน หน้าเป้า ดิว็อค โอริกี้

จะเห็นได้ว่า ลิเวอร์พูล ส่งผู้เล่นที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “ตัวจริง” ลงเล่นถึง 8 ตัวด้วยกัน

แต่ฟอร์มการเล่นที่ออกมา กลับดูไม่สู้ดีนัก ดูอะไรๆ ก็จะผิดพลาดไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นเกมรุกหรือเกมรับ ตัวผู้เล่นเองก็ดูเล่นกันไม่ค่อยลงตัวสักเท่าไหร่

คราวนี้ อะไรล่ะ ที่มันเป็นปัญหาสำหรับ ลิเวอร์พูล ทำให้ฟอร์มการเล่นมันออกมาดูไม่ได้แบบนี้

เกมที่พบกับ นาโปลี เป็นเกมแรกที่ผมได้ดู ลิเวอร์พูล แข่งเต็ม 90 นาที ทำให้พอเห็นอะไรหลายๆ อย่างอยู่เหมือนกัน

ปัญหาที่เกมรับ

ลิเวอร์พูล แพ้ นาโปลี

นาโปลี พยายามจะเจาะเกมทางฝั่งซ้ายของตัวเอง ซึ่งมีตัวเด็ดอย่าง ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ประจำการ และมันประจวบเหมาะที่แบ็กขวา กับเซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวขวาเป็น เทรนท์ กับ มาติป

ทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ศึกษามาอย่างดี พวกเขาเคยเจอกันมาแล้วในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 นัด ในเรื่องของเกมรับ ทางฝั่งขวาของ ลิเวอร์พูล นั้นจะอ่อนกว่าทางซ้าย

และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เทรนท์ นั้นยังเป็นบุคคลที่เล่นเกมรับไม่ดีอยู่เหมือนเดิม และเมื่อ นาโปลี เจาะเข้ามา โดยไม่ให้ ฟาน ไดค์ เข้ามาช่วยซ้อน หรือมีส่วนร่วมได้ทัน

ประตูแรกที่เสีย อินซินเญ่ เลี้ยงตัดเข้ากลางมาอย่างรวดเร็ว และกดด้วยขวา โดยที่ มาติป เข้ามาบล็อกไม่ทัน แล้วลูกยิงที่ออกมาก็ดีเพอร์เฟคเอามากๆ ลูกเสียบเสาแบบหมดสิทธิ์เซฟ กลายเป็นประตูขึ้นนำไป

นาโปลี ชนะ ลิเวอร์พูล

เช่นเดียวกับลูกที่สอง อินซินเญ่ หลุดไปทางด้านขวาของคู่แข่ง ก่อนที่จะเปิดเข้ามาให้กับ อคาดิอุส มิลิค ซึ่งก็ต้องชมกองหน้าชาวโปแลนด์ ที่ล้มตัวยิงได้แม่น บอลเสียบเสาไกลเข้าประตู

หลายๆ คนอาจจะมองว่ามันผิดพลาดตรง มิโญเล่ต์ หรือเปล่าที่ไม่เซฟ แต่ถ้าได้ดูเกมจริงๆ เราจะเห็นได้ว่าลูกอื่นๆ เขาก็สามารถป้องกันได้ เพราะหลังจากที่ ลิเวอร์พูล โดนประตูที่ 3 มีสถิติที่ออกมาคือ นาโปลี ยิง 7 ครั้ง ตรงกรอบถึง 7 ครั้ง

แสดงว่า 7 ครั้งเสีย 3 ประตู ก็มีจังหวะที่ มิโญเล่ต์ เซฟอยู่ 4 ครั้งนั่นเอง

เกมรุก มีปัญหา ?

แชมเบอร์เลน ลิเวอร์พูล

แน่นอนว่าประสิทธิภาพเกมรุกของ “หงส์แดง” ด้อยประสิทธิภาพลงไป เพราะพวกเขายังไม่มี โมฮาเหม็ด ซาล่าห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ติดตาม 9 ดาวยิง ชื่อดัง ลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ก่อตั้ง พรีเมียร์ลีก

แต่รูปเกมที่ออกมา มันก็จะดูตื้อกันเกินไปหน่อย

การจ่ายบอลสั้นยาวอย่างแม่นยำ ไม่ทราบว่ามันหายไปไหน การเล่นอันสวยงามของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ในช่วงท้ายฤดูกาลที่แล้วก็ยังไม่เกิดขึ้น จุดเด่นในการเปิดบอลจากด้านข้างของสองแบ็กอย่าง โรเบิร์ตสัน และเจ้าหนูเทรนท์ ก็ไม่มี

ลูกเซ็ตพีซ ที่เป็นจุดอันตรายเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก็ยังไม่เข้าเป้าอะไรขนาดนั้น โดยเฉพาะการเปิดของดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ทางฝั่งขวา

โอริกี้ ดูจะเหงาไปหน่อย เมื่อเล่นร่วมกับ “อ็อกซ์” และ ไวนัลดุม

โดยเฉพาะ แชมเบอร์เลน ที่หายเจ็บกลับมาฟิตเต็มร้อย แต่ยังเล่นได้ไม่ดีเลย และได้ข่าวว่าตั้งแต่เริ่มอุ่นเครื่องมา ยังไม่มีเกมไหนที่เจ้าตัวเล่นดีเลยด้วยซ้ำ

ความเก่ง ความยอดเยี่ยมที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะเจ็บยาว มันอาจจะหมดไปแล้วก็เป็นได้

ไม่รู้ว่าถ้าเกมรุกเป็นแบบนี้ ในฤดูกาลที่จะถึง หากเกมใดที่จะต้องเสีย 3 ประสานแดนหน้าไป จะทำให้ลูกทีมของ คล็อปป์ รับมือไหวหรือไม่

สิ่งสุดท้ายที่จะพูดถึง และเป็นสิ่งที่ทำให้ส่งผลในการเล่นของ ลิเวอร์พูล ตลอดทั้งเกม และมันอาจจะส่งผลกับเกมรับและเกมรุกของทีมก็เป็นได้

เรื่องความฟิต!!

ดรีส เมอร์เท่นส์

เราจะเห็นได้ว่านักเตะ 11 ตัวจริงในเกมกับ นาโปลี นั้นเล่นกันไม่สมกับเป็น ลิเวอร์พูล สักเท่าไหร่ มีบางจังหวะที่พวกเขาพยายามจะเข้าเพรสซิ่ลใส่คู่แข่ง แต่ก็ทำไม่ได้ และทำไม่ต่อเนื่อง

นักเตะกองกลาง ก็ดูจะเคลื่อนที่กันช้า นักเตะ นาโปลี ทีมอย่าง นาโปลี ที่ดูจะเล่นกันช้าๆ กลับดูโจมตีกันเร็วกว่าทีมของ คล็อปป์ เสียด้วยซ้ำ

ถ้าเราจำกันได้ เกมใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มทั้งสองนัด เราจะเห็นเลยว่าจังหวะเกมของ ลิเวอร์พูล นั้นเร็วกว่า นาโปลี ทั้งสองนัด

มันก็ดูน่าเห็นใจนะครับ กับเรื่องของความฟิต ลิเวอร์พูล เองก็กรำศึกหนักมาเยอะ แต่มันก็มีเรื่องที่น่าติงอยู่เช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน “หงส์แดง” เหลือเกมอุ่นเครื่องเหลืออีกเพียงนัดเดียวนะครับ นั่นคือการเจอกับ โอลิมปิก ลียง แถมยังต้องเดินทางไปที่ สวิตเซอร์แลนด์ อีกด้วย ในวันพุธที่ 31 กรกฎาคมนี้ และในวันอาทิตย์ ก็จะลงเตะเกม คอมมูนิตี้ ชิลด์ พบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อ ก่อนจะเปิดสนาม พรีเมียร์ลีก ในวันศุกร์ถัดไป

ซึ่งเอาจริงๆ ถ้าเหลือโปรแกรมอุ่นเครื่องเพียงแค่นี้ นักเตะของทีมควรจะต้องมีสภาพความฟิตที่สูงที่สุด พร้อมเล่นกับคู่แข่ง เหมือนเป็นเกมทางการแล้วหรือไม่

อย่างที่เราเห็น นาโปลี เล่น ทั้งๆ ที่พวกเขาเปิดฤดูกาลหลัง ลิเวอร์พูล ไปอีกด้วยซ้ำ แต่กลับมีความฟิตที่มากกว่า ลิเวอร์พูล ด้วยซ้ำ

ถ้าเกมที่เจอกับ นาโปลี เป็นแมตช์แรกๆ ในการอุ่นเครื่อง มันก็จะไม่น่าเป็นห่วงขนาดนี้ แต่นี่มันคือเกมรองสุดท้ายในปรี-ซีซั่นแล้วนี่สิ

ล่าสุด คล็อปป์ ออกมาอ้างเรื่องความเหนื่อยล้าของนักเตะ ซึ่งมันจะมีอะไรมาการันตี ว่าเมื่อเปิดฤดูกาลแล้ว ความเหนื่อยล้าดังกล่าว มันจะหายไป

มันยิ่งน่าเป็นห่วงหรือเปล่าว่าขณะที่คนอื่นๆ ทีมอื่นๆ เขาฟิตกัน แต่ทำไมทีมตัวเองกลับเหนื่อยล้า กลับไม่ฟิตอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่ซีซั่นใหม่ก็งวดเข้ามาแล้ว

ฟาบินโญ่ ลิเวอร์พูล แชมป์ยูฟ่า สมัยล่าสุด อาการน่าเป็นห่วง

ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่ปิดฤดูกาลช้าที่สุด เทียบเท่า ท็อตแน่ม ฮ็อทเปอร์ และเป็นทีมที่มีตัวหลักติดทีมชาติเยอะที่สุดเลยก็ว่าได้ แถมยังเป็นพวกตัวที่ไปเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่าง โกปา อเมริกา และ แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ด้วย

ฉะนั้นนักเตะบางราย มันก็จะได้พักแบบครึ่งๆ กลางๆ บางรายก็แทบจะไม่ได้พักแบบเต็มๆ หลังจากคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนสส์ ลีก ก็ต้องถูกทีมชาติเรียกตัวไปเล่นในทัวร์นาเมนต์ใหญ่อีกแล้ว

แถมพวกเขายังต้องลงเล่นในเกม ปรี-ซีซั่น ถึง 7 นัด ซึ่งถือว่าเยอะมาก ขณะที่คู่แข่งแย่งแชมป์อย่างเป็นทางการในซีซั่นหน้าอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับเตะอุ่นเครื่องเพียงแค่ 4 เกมเท่านั้นเอง

แล้วมันผิดที่ใคร กับการที่จะต้องลงเตะอุ่นเครื่องกันมากถึง 7 นัด เล่นกันอย่างกับช่วงบ็อกซิ่งเดย์ คือเตะสุดสัปดาห์ แล้วต่อด้วยกลางสัปดาห์ตลอด

แม้ว่ามันจะเป็นแค่เกมอุ่นเครื่อง แต่มันก็ส่งผลอะไรหลากหลายมากๆ หลายๆ คนอาจจะมองว่ามันไม่สามารถวัดอะไรได้ แต่ผมมองว่าประโยชน์ของเกมอุ่นเครื่อง มันคือการเตรียมความพร้อม เพื่อสู้ศึกในฤดูกาลที่จะถึง

ถ้าไม่คิดจะเอาจริงเอาจัง คุณจะมาเตะอุ่นเครื่องกันทำไม ซ้อมกันอยู่ที่สนามซ้อม เรียกความฟิตไปจนเปิดฤดูกาล มันไม่ดีเสียกว่าหรือ ฉะนั้นการเล่นเกมอุ่นเครื่อง มันก็ต้องเอาจริงเอาจังเหมือนกัน เพียงแต่มันก็จะไม่ทุ่มเต็ม 100 เท่ากับในฤดูกาลปกติเท่านั้นเอง

แม้ว่าผลการแข่งขัน มันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับ ลิเวอร์พูล ในช่วงนี้ แต่รายละเอียดต่างๆ นั่นแหละ ที่อาจจะส่งผลให้กับพวกเขาได้ เมื่อผ่านเข้าสู่ซีซั่นแบบเต็มตัว โดยเฉพาะเรื่องความฟิต

หลายๆ คนอาจจะไม่หยี่ระกับผลงาน 4 เกมหลังสุดที่ออกมา บางคนอาจจะคิดมาก แต่ยังพยายามใจเย็น ว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หลังจากนี้ พอเข้าสู่ฤดูกาลจริงๆ ลิเวอร์พูล อาจจะดีขึ้นก็เป็นไปได้ พวกเขาอาจจะเล่นได้เหมือนกับซีซั่นที่แล้วนั่นแหละ ผมอาจจะแค่กังวลไปเองก็ได้


แต่เชื่อเถอะ ว่าพอมันเป็นแบบนี้ เพราะอะไร ? ลิเวอร์พูล แชมป์ยูฟ่า สมัยล่าสุด อาการน่าเป็นห่วง ติดตาม ข่าวฟุตบอล ข่าวกีฬา บทความสถิติบอล ที่น่าสนใจ ติดตามได้ทาง : ruadajudiaria.com

Close Menu