ลิเวอร์พูล พลาดแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในปีนี้ เพราะความเหมือน 2 อย่าง

ลิเวอร์พูล พลาดแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในปีนี้ เพราะความเหมือน 2 อย่าง

ลิเวอร์พูล พลาดแชมป์ พรีเมียร์ลีก

หลังเกมที่บุกไปทุบ เบิร์นลี่ย์ 3-1 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล จัดการฟาดสถิติไร้เทียมทาน ยังคงเป็นทีมไร้พ่ายในศึก พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้เคียงคู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ ลิเวอร์พูล พลาดแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในปีนี้ เพราะความเหมือน 2 อย่าง

15 นัด ชนะ 12 เสมอ 3 ไม่เคยแพ้ใคร นี่คือสถิติที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรนับตั้งแต่ลีกเปลี่ยนระบบมาเป็นชนะได้ 3 แต้ม

ตัวเลขบ่งชี้ว่า ทีมชุดนี้เก็บผลการแข่งขันได้แข็งแกร่งยิ่งกว่ายุคของ บิล แชงค์ลี่ย์ หรือโค้ชคนใดก็ตามที่เคยพา “หงส์แดง” ครอบครองอำนาจคับเกาะอังกฤษ เมื่อครั้งอดีต

ลิเวอร์พูล

ด้วยสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเป็นฤดูกาลอื่น ลิเวอร์พูล อาจรั้งจ่าฝูงด้วยการฉีกแต้มทิ้งคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่นไปเนิ่นนานแล้ว แต่นั่นจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในซีซั่นนี้แน่นอน!

ขุนพล “เร้ด แมชชีน” ที่ออกสตาร์ทได้โหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ต้องเจอกับความจริงที่ว่า พวกเขายังคงรั้งแค่อันดับ 2 โดยมีแต้มเป็นรอง แมนฯ ซิตี้ อยู่ 2 แต้ม

ดีขนาดนี้ แต่พวกเขาก็ยังเป็นแค่ทีมใต้ตีน “เรือใบสีฟ้า” หลักฐานทุกอย่างบ่งชี้ว่า ลิเวอร์พูล พยายามทำทุกอย่างเท่าที่พวกเขาจะมีกำลังลงมือทำได้ไปหมดแล้ว

ทั้งชนะในเกมที่เล่นดี , ชนะในเกมที่เล่น “ไม่ดี” , หลุดเสมอแค่การเจอทีมใหญ่ และมีเทพีแห่งโชคยืนเคียงข้างเสมอในสถานการณ์ระยำที่เหมือนจะพาพวกเขาร่วงตกไปสู่ก้นเหว

อเล็กซ์ ออกซ์เลด เชมเบอร์ลิน

โชคชะตาฟ้าลิขิตที่สั่งให้ ริยาด มาห์เรซ ยิงจุดโทษในช่วงวินาทีสุดท้ายเหินไกลไปถึงดวงจันทร์ , พิ๊คฟอร์ด ที่อยู่ดีๆ ก็ไปปัดลูกวอลเล่มั่วๆ ซึ่งกำลังจะหลุดไปหลังประตูของ ฟาน ไดค์ กลับมาให้ ออริกี้ โหม่งลูกที่ง่ายที่สุดในชีวิต

นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมินับรวมถึงลูกยิงไกลเว่อร์วังของ สเตอร์ริดจ์ ท้ายเกมที่พบกับ เชลซี และ ซน เฮือง มิน ที่ถูกเตะกลิ้งในกรอบเขตโทษช่วงท้ายเกม แต่ต้องเจ็บฟรีเพราะผู้ตัดสินทะลึ่งไม่เห็น

มันยังมีวาระที่ ลิเวอร์พูล ได้ประโยชน์จากการตัดสินมากมาย ลูกยิงบางลูกเหมือนจะก้ำกึ่งล้ำหน้านิดหน่อย แต่ก็ได้ประตู สวนทางกับในบางครั้งที่หมื่นเหม่จะเสียประตูสุดๆ ทว่าผู้กำกับเส้นก็ดันตาดีเว่อร์ ตีธงล้ำหน้าใส่คู่แข่งขึ้นมาด้วยความแม่นยำโคตรๆ ซะงั้น

jurgen klopp

ลิเวอร์พูล พลาดแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลนี้ ได้หรือไม่

ณ เวลานี้ “หงส์แดง” ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ แสดงให้เห็นว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนของทีมที่เป็นแชมป์! พวกเขามีทั้งฝีมือและโหงวเฮ้งที่พาเฮงได้เรื่อยๆ

แต่ถึงกระนั้น พวกเขาอาจขาดตัวแปรอย่างหนึ่งของทีมที่จะเป็นแชมป์ไป – และมันเป็นตัวแปรที่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่สามารถทำอะไรกับมันได้เลย

เหนือฟ้ายังมีฟ้า! ตัวแปรที่ว่านี้……ก็คือ “จังหวะเวลา” ซึ่งทำร้ายพวกเขาอย่างบัดซบด้วยการประทานคู่แข่งที่สมบูรณ์แบบได้เหลือเชื่ออย่าง แมนฯ ซิตี้ เข้ามาเป็นมารผจญ

ในยุคๆ หนึ่ง เวสต์ลี่ย์ สไนจ์เดอร์ , ฟร้องค์ ริเบรี่ หรือ อันเดรียส อีเนียสต้า อาจจะเล่นฟุตบอลได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ถึงกระนั้น มนุษย์ธรรมดาอย่างพวกเขาก็ยังคงไม่ดีพอที่จะต่อกรกับ “ทวยเทพ” อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หรือ ลิโอเนล เมสซี่ ได้

ฉันใดก็ฉันนั้น ปุถุชนอย่าง ลิเวอร์พูล อาจกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน และหากนับกันเฉพาะในยุค พรีเมียร์ลีก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาเป็นทีม “ดวงซวยในดวงดี” ต้องมาเผชิญสถานการณ์เหล่านี้ เพราะดูเหมือนว่ามันจะเคยเกิดขึ้นกับพวกเขามาแล้วถึง 2 ครั้ง!

1.ลิเวอร์พูล ยุค ราฟาเอล เบนิเตซ

ราฟาเอล เบนิเตซ

ภายหลังจากที่เปิดตัวพาทีมคว้าทั้งแชมป์ยุโรป และ เอฟเอ คัพ ในช่วง 2 ฤดูกาลแรก – ราฟา ก็ค่อยๆ ปรับจูนทีมจนมาถึงจุดที่ผงาดขึ้นลุ้นแชมป์ลีกแบบเต็มๆ ในฤดูกาล 2008-09

ขุมกำลัง “หงส์แดง” ถูกเคี่ยวมาจนกลมกล่อมสุดๆ ด้วยนักเตะที่ฟอร์มกำลังขึ้นหม้ออย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด , เฟร์นานโด ตอร์เรส , ชาบี อลอนโซ่ , ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ , ยอสซี่ เบนายูน , ซามี ฮูเปีย , ไรอัน บาเบิ้ล และ เปเป้ เรน่า โดยเฉพาะ เจอร์ราร์ด! ที่สังหารไปถึง 24 ประตู

ทีมออกสตาร์ทด้วยการชนะถึง 8 จาก 10 เกมแรก และยึดตำแหน่งจ่าฝูงได้จนถึงครึ่งฤดูกาล แต่ทว่าครึ่งซีซั่นหลังกลับมีช่วงหนึ่งที่หลุดเสมอ 3 เกมซ้อน เปิดโอกาสให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก้าวขึ้นมาท้าชิง ประกอบกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บกลับมายิงเอาๆ พ่วงด้วยเด็กโนเนมอย่าง เฟเดอริโก้ มาเคด้า ที่โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หวด 2 ประตูสำคัญในช่วง 2 เกมโค้งสุดท้าย พาทัพ “ปีศาจแดง” ปาดหน้าคว้าแชมป์ด้วยการมีแต้มเหนือกว่า “หงส์แดง” แค่ 4 คะแนน โดยถึงแม้ ลิเวอร์พูล จะกวาดชัยชนะบ้าคลั่งได้ถึง 10 จาก 11 เกมสุดท้าย แต่มันก็ไม่ทันแล้ว

2.ลิเวอร์พูล ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

ฤดูกาลที่ 2 ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ในการคุมทัพ “หงส์แดง” เป็นซีซั่นที่เจ้าตัวปรุงแต่งพลังเกมรุกของทีมจนยิงกระฉูดหยุดไม่อยู่ โดยกระซวกไปถึง 101 ประตู จากทั้งฤดูกาล สูงสุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ยังไปไม่ถึงตำแหน่งแชมป์

“บีร็อด” พาทีมออกสตาร์ทได้อย่างสวยงาม และคว้ารางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเดือนได้เรื่อยๆ โดยมีช่วงหนึ่งที่เจ้าตัวพาทีมเก็บชัยชนะรัวๆ ถึง 11 เกมซ้อน นำโดยคู่หู SAS หลุยส์ ซัวเรซ และ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ พ่วงด้วย สตีเว่น เจอร์ราร์ด , ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ , ราฮีม สเตอร์ลิ่ง , จอร์แดน เฮนเดอร์สัน , มาร์ติน สเคอร์เทล และ จอห์น ฟลานาแกน

ลิเวอร์พูล ขึ้นแท่นเป็นผู้นำได้ในช่วงเวลาสำคัญของครึ่งซีซั่นหลัง โดยทำแต้มทิ้งอันดับ 2 อยู่ 5 แต้ม แถมยังเหลือการแข่งขันอีกเพียงแค่ 3 นัด แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้นในเกมที่พวกเขาเปิดบ้านพบ เชลซี ด้วยฟอร์มที่เหนือกว่าทุกรูขุมขุน แต่สุดท้ายแล้ว เจอร์ราร์ด กลับลื่นล้มให้ เดมบา บา ฉกบอลเข้าไปยิงประตูขึ้นนำแบบช๊อคทั้งสนาม ก่อนที่สุดท้ายจะแพ้ไป 0-2 แหกโค้งให้ แมนฯ ซิตี้ ปาดหน้าเค้กไปด้วยคะแนนแค่ 2 แต้มแบบช้ำชอกกันทั้ง เมอร์ซี่ไซต์

ดีมากแล้ว แต่ดันเจอทีมที่ดีกว่า บุญมีแต่กรรมบัง! เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ลิเวอร์พูล ในซีซั่นนี้ จะไม่โชคดีเหมือน บาเลนเซีย ของ ราฟา ชุดแชมป์ ลา ลีกา ที่เคยทำแต้มไปแค่ 75 คะแนนทั้งฤดูกาล หรือ สตุ๊ดการ์ท ของ อาร์มิน เฟห์ ที่ชูถาดแชมป์จากการมีเพียง 70 แต้ม

เจอร์เก้น คร็อปป

ด้วยมาตรฐานที่สูงลิบลิ่วของ พรีเมียร์ลีก ณ เวลานี้ ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ จำเป็นที่จะต้องสร้างผลงานระดับ “ปรากฏการณ์” ให้ขึ้นไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับหมู่ทวยเทพบนสวรรค์ทั้งปวง

ทีมสักทีมที่จะพิเศษถึงขั้นต้องเหนือกว่าขุมกำลังขั้นโสดาบันของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ? สเกลพลังในระดับที่สามารถล้ม ธานอส — หรือ “เดอะ วัน” อย่าง นีโอ ที่เกิดมาเพื่อปลดแอก ไซออน ใน เดอะ เมทริกซ์

หากสุดท้ายแล้วมันไม่สำเร็จ หากพวกเขายังเป็นได้แค่ สตาร์ลอร์ด หรือ มอร์เฟี้ยส — นี่จะเป็นขุมกำลัง “หงส์แดง” อีก 1 ชุด ที่จะถูกจดจำบนพื้นที่ส่วนน้อยของรอยหยักสมองในฐานะ….ทีมที่โอเคมากๆ แล้ว แต่ก็ยังไม่ดีพอสำหรับการเป็นแชมป์อยู่ดีครับ