ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังพ่ายทีมดังแดนน้ำหอมคาถิ่น

ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังพ่ายทีมดังแดนน้ำหอมคาถิ่น

ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก

ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังพ่ายทีมดังแดนน้ำหอมคาถิ่น และ แล้ว โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็พา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับความพ่ายแพ้ เป็นเกมแรกนับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมจนได้ หลังเปิดบ้านแพ้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 0-2 แบบรูปเกมที่สู้ไม่ได้ตั้งแต่เริ่ม

ที่พูดแบบนั้น เพราะแม้ว่า “เปแอสเช” อาจจะไม่ได้สร้างความอันตรายอะไรมากนักในช่วงครึ่งแรก แต่แชมป์ลีกแดนน้ำหอมผู้มาเยือน ได้ครองเกมเหนือกว่าเจ้าถิ่นที่ถูกมองว่าเหนือกว่าเล็กน้อยจากบ่อนรับพนันถูกกฎหมาย

ทั้งสองทีมจัดตัวผู้เล่นและระบบการเล่นตามที่สื่อคาดการณ์ไว้ทั้งสิ้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาในระบบ 4-3-3 โดยมีผู้รักษาประตูเป็น ดาบิด เด เคอา เซ็นเตอร์ใช้ เอริค ไบยี่ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ แบ็กขวา แอชลี่ย์ ยัง กัปตันทีม แบ็กซ้าย ลุค ชอว์

กองกลางเจ้าประจำ เนมานย่า มาติช, อันเดร เอร์เรร่า และ ปอล ป็อกบา 3 แนวรุก เจสซี่ ลินการ์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ มาร์คัส แรชฟอร์ด

โธมัส ทูเคิ่ล เจอปัญหาตัวเจ็บมากมาย มีผู้เล่นจำกัด แดนหลังเป็น จานลุยจิ บุฟฟ่อน รับบทบาทนายทวาร เซ็นเตอร์มี ติอาโก้ ซิลวา กับ ปาสเนล คิมเปมเบ้ แบ็กขวา ธีโร่ เคห์เรอร์ ซ้าย ฆวน เบร์นาต

กองกลางเข็น มาร์โก แวร์รัตติ ที่เพิ่งหายเจ็บ ลงเล่นร่วมกับ มาร์ควินญอส 4 แนวรุกใช้ ยูเลี่ยน แดร็กซ์เลอร์, ดานี่ อัลเวส, อังเคล ดิ มาเรีย และ คิลิยัน เอ็มบัปเป้

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น “เปแอสเช” ครองเกมเหนือกว่าเจ้าถิ่นอย่างชัดเจน พวกเขาครองบอลต่อบอลกันได้ลื่นไหลกว่ามาก ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีจังหวะโต้กลับแบบฉาบฉวยได้ดีอยู่บ้าง แต่ไม่สามารถจัดการให้เป็นประตูได้

จุดเปลี่ยนในช่วงครึ่งแรกเกิดขึ้น 2 จุด จุดแรกคือทั้งสองทีมประสบปัญหาการฟาวล์และโดนใบเหลือง และมีการฟาวล์เล็กๆ น้อยขัดจังหวะเกมของทั้งคู่อยู่บ่อยครั้ง ทำให้การเล่นบอลมันไม่ไหลลื่นมากนัก

จุดเปลี่ยนที่ 2 เชื่อว่ามันส่งผลกระทบกับ “ปีศาจแดง” อย่างชัดเจน คือการที่นักเตะแนวรุกคนสำคัญ 2 รายอย่าง ลินการ์ด และ มาร์กซิยาล ได้รับบาดเจ็บ จนสุดท้ายต้องเปลี่ยนตัวออกทั้งคู่ แล้วส่งเอา อเล็กซิส ซานเชซ กับ ฆวน มาต้า ลงมาแทน

ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก เรื่องนี้จะจริงหรือเปล่า ต้องติดตาม

ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก

หลังจากนั้นครึ่งหลัง ทีมเยือนก็มาได้ประตูจากลูกเตะมุม อังเคล ดิ มาเรีย เปิดบอลข้ามไปเสาสอง ก่อนที่ คิมเปมเบ้ จะกระโดดถีบบอลเข้าประตูไป โดยที่ มาติช ซึ่งอยู่ด้านหน้า ทำได้แค่เหลียวมอง

หลังจากเสียประตูแรกตั้งแต่นาทีที่ 53 เกมผ่านไปครบ 1 ชั่วโมง ก็มาโดนลูกสองเพิ่ม จากการจ่ายบอลออกด้านซ้าย ดิ มาเรีย ยืนแบบมีพื้นที่ค่อนข้างโล่ง ก่อนจะถูกประกบติด ก็ปาดบอลเข้ากลางให้ เอ็มบัปเป้ โฉบเข้ามาชาร์จบอลเข้าประตูไปอีก

เป็นการเข้าทำด้วย 2 ประตูที่สมบูรณ์แบบในเรื่องของเกมรุก ส่วนในเกมรับ พวกเขาเองมีข้อผิดพลาดบ้างประปราย แต่ก็ไม่ได้รับความอันตรายอะไรจากเจ้าถิ่นนัก โดยเฉพาะในช่วงที่นำไปแล้วสองลูก เพราะเจ้าถิ่นเป๋ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จบ 90 นาทีในเลกแรก แทบจะเป็นบทสรุปในรอบนี้ของทั้งคู่ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะเกมที่ออกมามันสู้กันไม่ได้อย่างชัดเจน ขนาดที่ว่า ปารีส ไม่ได้มี เอดินสัน คาวานี่ และ เนย์มาร์ ยังออกมาแบบนี้ แล้วถ้า ปารีสฯ เขามีผู้เล่นเต็มๆ ล่ะ จะขนาดไหน

แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องหวังพึ่งปาฏิหารย์ในเกมเลกที่ 2 ด้วยการบุกไปชนะให้ได้ในจำนวนผลต่างประตูที่เท่ากัน ถึงจะมีโอกาสเข้ารอบ ซึ่งถ้าดูจากฟอร์มในเลกแรกแล้วก็ต้องบอกว่ายาก

จบเกม โซลชา ออกมาพูดได้ดี เชิงยอมรับว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว “ปีศาจแดง” ของเขาเองก็ไม่ได้ดีมากมายอย่างที่ทุกๆ คนเข้าใจ จริงอยู่ผลงานการเล่นฟุตบอลในประเทศนั้นยอดเยี่ยม แต่เมื่อต้องก้าวออกมาในเวทียุโรปแล้ว มันเหมือนเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ ให้กับเขาและนักเตะ ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า

ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก

และกุนซือชาวนอร์เวย์ยังเผยว่าลูกทีมของเขา ดูห่างเหินกับการเล่นฟุตบอลในระดับสูงอย่างเวทียุโรปมาสักระยะแล้ว ซึ่งก็จริง ในลีกคุณเก่งแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อมาเจอกับโลกภายนอก มันต้องพับความยอดเยี่ยมที่ผ่านมาเก็บไว้

และเมื่อย้อนไปในช่วงก่อนหน้านี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้มาเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างสม่ำเสมอ และก็ไม่ได้เจอทีมระดับเต็งแชมป์มากนัก อย่างรอบที่แล้ว ก็ร่วงด้วยน้ำมือของ เซบีย่า นับย้อนไปก่อนนั้นอีกครั้ง พวกเขาก็ตกรอบแบ่งกลุ่ม

อะไรล่ะ? คือสาเหตุที่ทำให้ โซลชา คิดแบบนั้น เขาไม่ได้มองเกมนี้แบบคนทั่วไป แบบแฟนบอลบ้านเราที่เอามาแซวกันว่าแพ้คาบ้าน หรือจะเป็นแฟนผีเอง ที่เอาแต่บอกว่าทีมเล่นไม่ดี, นักเตะตัวหลักเจ็บ หรือโทษกรรมการที่เป่าขัดใจในหลายจังหวะ

และนี่คือสิ่งที่วิเคราะห์ออกมาให้เห็นว่าอะไร คือสาเหตุที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ดูห่างชั้นกับเวทียุโรป ทั้งๆ ที่การแข่งขันในประเทศออกจะไฉไลขนาดนั้น

ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก

ถ้ามีการพูดถึงผู้ตัดสิน ดานิเอเล่ ออร์ซาโต้ ชาวอิตาลี อาจจะถูกจับจ้องจากแฟนบอล “ปีศาจแดง” ที่มีการเป่าทำลายจังหวะพวกเขาหลายครั้ง รวมถึงให้ใบเหลืองที่ง่ายเกินไปหน่อย แถมยังมีใบแดงของ ปอล ป็อกบา ในช่วงท้ายเกมด้วย

อย่างไรก็ตาม หารู้ไม่ว่า ออร์ซาโต้ เพิ่งแจกใบแดงให้กับแข้งแชมป์โลกชาวฝรั่งเศส เป็นใบแรกของฤดูกาล ไม่ว่าเขาจะตัดสินในการแข่งขันไหนก็ตาม แต่เขาเองก็มีสถิติการแจกใบเหลืองง่ายเช่นกัน เฉลี่ยซีซั่นนี้อยู่ที่ราวๆ 5 ใบต่อเกม

แต่จุดที่น่าสนใจคือการเป่าฟาวล์ให้กับจังหวะง่ายๆ เหล่านั้น มันทำให้นักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด หลายคนออกอาการหัวเสีย ไม่ว่าจะเป็น ป็อกบา หรือ แรชฟอร์ด รวมไปถึงจังหวะที่น่าจะได้ฟาวล์แต่กลับไม่ได้ในหลายครั้ง

ซึ่งแทนที่จะโยนความผิดให้คนอื่น เราต้องมามองตัวเองว่า ในการเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มันต่างกันโดยสิ้นเชิง การตัดสินของกรรมการเองก็เช่นกัน

ไม่ได้บอกว่าใครผิดใครถูก ออร์ซาโต้ อาจจะมีการตัดสินที่ผิดพลาด และมีการตัดสินที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่จะย้ำคือมาตรฐานของกรรมการมันไม่เหมือนกัน นั่นเลยทำให้บางจังหวะที่ควรจะเป็นประโยชน์ของทีม กลับไม่ได้ และ แน่นอน ปารีสฯ ก็โดนเรื่องนี้เองเช่นกัน หากมองให้เป็นกลาง อย่างเช่น เหตุการณ์ที่ แอชลี่ย์ ยังผลัก ดิ มาเรีย ไปชนกับรั้วเหล็ก ก็ควรจะเป็นใบเหลืองที่สอง ไล่ออกจากเกมไปแล้ว

ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังทำท่าว่าจะต้องหยุดที่รอบนี้

ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก

แนวรับของทีมไม่สามารถสู้กับคู่แข่งได้เลย ในเรื่องความสามารถเฉพาะตัว กองหลังทั้ง 4 คนถือว่ามีฟอร์มการเล่นที่ดี เมื่ออยู่ในลีก เล่นกันได้เป็นระบบมากขึ้น ถ้านับตั้งแต่ที่ โซลชา เข้ามารับงาน อย่างไรก็ตาม แค่นั้นมันไม่พอ

ถ้าดูที่คู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ทั้งไบยี่ และ ลินเดอเลิฟ ยังคงไม่เก๋าเกมพอ กับการเจอคู่แข่งระดับทวีป เรียกง่ายๆ ว่ายังทื่อไป สำหรับการเล่นในระดับนี้ ยิ่งมาเจอพวกความสามารถเฉพาะตัวสูงอย่าง เอ็มบัปเป้, แดร็กซ์เลอร์ หรือ ดิ มาเรีย แล้วล่ะก็ยิ่งเหนื่อยเข้าไปใหญ่

เราจะสังเกตุกันได้ง่ายๆ ว่าทำไม เซร์คิโอ รามอส ที่ไม่ได้มีรูปร่างสูงใหญ่ หรือ เคราร์ด ปิเก้ ที่ก็ไม่ได้มีความเร็ว จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ที่อายุอานามอยู่ในช่วงท้ายของการค้าแข้ง กองหลังพวกนี้ไม่ได้มีความสมบูรณ์แบบ แต่เขากลับสามารถเล่นในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เหล่ากองหลังที่ว่ามานั้นมีคือความเก๋าเกม ไม่จำเป็นต้องอายุเยอะ อย่างเช่น ราฟาเอล วาราน แต่สิ่งที่มันต่างคือประสบการณ์ ไม่ได้บอกว่า ไบยี่ กับ ลินเดอเลิฟ ไม่เก่ง แต่เขาต้องเรียนรู้ โดยใช้เกมนี้และเกมถัดๆ ไปสร้างสมประสบการณ์

ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก

ฟูลแบ็กทั้งสองฝั่งก็เช่นกัน ลุค ชอว์ ดูดีดูขยัน แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้มีอะไรที่มันพิเศษขึ้นมา การจ่ายบอลไม่ว่าจะสั้นหรือยาว ก็ยังไม่แม่นเหมือนเดิม ซึ่งมันจะยิ่งทำให้ทีมเสียเปรียบเมื่อเสียบอลด้วยซ้ำ

อย่างเช่นในจังหวะจ่ายใกล้ๆ ให้กับ ป็อกบา สุดท้ายพอน้ำหนักสั้น ก็เลยกลายเป็นจังหวะที่ทำให้เพื่อนโดนไล่ออกจากสนาม และจากที่กำลังบุกกันอยู่ดีๆ เพื่อหวังประตูตีไข่แตก ก็กลายเป็นเสียโอกาสไป ในขณะที่ถ้าไปสังเกตคู่แข่ง กรณีแบบนี้มีน้อยมาก

ขณะที่ แอชลี่ย์ ยัง นี่คือบ่อในแนวรับอย่างชัดเจน ลูกที่สองคือความผิดพลาดของเขาอย่างชัดเจน ที่หุบเข้ามาในและยืนสูงมากเกินไป จนทำให้ ดิ มาเรีย ว่างโล่งในกราบซ้าย ก่อนจะปาดเข้ามาให้ เอ็มบัปเป้ ชาร์จบอลเข้าไปได้

มีอีกหลายจังหวะที่เขาพลาด หลักๆ เลยจะเป็นการยืนผิดตำแหน่ง การขึ้นไปทำเกม แล้วกลับมาเล่นเกมรับไม่ทันก็บ่อยครั้ง ซึ่งนี่ไม่ใช่วิสัยของแบ็กที่ดี

แน่ล่ะ เขาไม่ได้เป็นแบ็กนี่…

ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก ต้องแก้ อย่างไรบ้าง

ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก

กองกลางอันแข็งแกร่งในเกม พรีเมียร์ลีก ที่ไม่ว่าจะลงในเกมไหน ก็จะเก็บชัยชนะได้หมด กลับกลายเป็นรองคนที่เป็นเซ็นเตอร๋ฮาล์ฟอาชีพอย่าง มาร์ควินญอส และกองกลางตัวเล็กที่เพิ่งหายเจ็บกลับมาอย่าง แวร์รัตติ ทั้ง 3 คนไม่สามารถแย่งบอลจากแข้งชาวอิตาลี ได้เลย และเช่นกันที่กองกลาง “ปีศาจแดง” ก็ไม่สามารถผ่านเกมรับของกองหลังชาวบราซิเลียน ได้เลย

การจ่ายบอลที่ไม่สามารถไหลลื่นได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการถูกบีบเร็วจากคู่แข่ง จนทำให้ออกบอลกันผิดพลาด หรือการเร่งจังหวะสวนกลับมากจนเกินไป ที่ทำให้มีการออกบอลเสีย ทั้งหมดทั้งมวลมันก็มาจากการที่พวกเขายังมีทีมเวิร์คที่ไม่ดีพอ รวมไปถึงการแก้ไขสถานการณ์ที่ยังไม่ดีพอเช่นกัน

ทั้งในเรื่องของทีมเวิร์ค และการเอาตัวรอดเมื่อโดนบีบ ไม่ได้มีแค่แผงมิดฟิลด์ 3 ตัวที่ผิดพลาด ทั้งกองหน้าและกองหลังเองก็เช่นกัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยของ โชเซ่ มูรินโญ่ แล้วด้วยซ้ำ

ขณะที่ทาง แมนฯ ยูไนเต็ด เองพยายามบีบใส่ “เปแอสเช” เพื่อเอาบอลกลับมาอย่างรวดเร็ว เหมือนที่ทำมาตลอดในเกมก่อนๆ แต่กลับทำไม่ได้ ก็ด้วยคลาสที่มันต่างกัน ทีมเวิร์คที่ต่างกันนั่นเอง ผลมันเลยออกมากลายเป็นทีมเยือนที่ครองเกมได้เป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าครึ่งแรกจะไม่มีการยิงเข้ากรอบของพวกเขาก็ตาม

ปีศาจแดง มาตรฐาน ยังไม่ถึง แชมเปี้ยนส์ ลีก

อเล็กซิส ซานเชซ, ฆวน มาต้า และอาจจะรวมถึง โรเมลู ลูกากู ไม่สามารถแก้เกมอะไรได้ รายหลังเองเวลามันเหลือน้อยเกินไป ถ้าจะมองกันตามความจริง แต่ในรายของ มาต้า

อเล็กซิส ไม่สามารถพลิกเกมให้ดูมีอะไรหวือหวาขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเมื่อไหร่ก็ตามที่แข้งชาวชิลี ได้บอล

ถ้าจะมองในอีกมุมหนึ่ง ก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกัน เพราะทั้ง 2 คนมีเวลาในสนามเพียง 8 นาที ทีมก็เสียประตูแรกไปแล้ว หลังจากนั้นอีก 7 นาทีก็โดนลูกสอง โดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า อเล็กซิส คือผู้เล่นที่ค่าตัวแพงที่สุดในทีม เท่ากับว่า เขาควรจะเป็นนักเตะมือหนึ่งของทีมด้วยซ้ำ แต่กลับเล่นอยู่แค่ในระดับตัวสำรองธรรมดา ไม่ได้มีอะไรวิเศษวิโสเลย

ด้วยฝีเท้าของเขาก่อนหน้าที่จะย้ายเข้ามาอยู่ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รวมถึงค่าเหนื่อยที่ได้รับ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน เขาควรจะต้องเป็นผู้ที่ถูกฝากความหวังในยามคับขันให้กับทีม แต่นี่อะไร สุดท้ายก็ปล่อยให้ ป็อกบา แบกทีมตกระกำลำบากอยู่คนเดียวเหมือนเดิม

นั่นคือสิ่งที่ทำให้แฟนฟุตบอลอังกฤษ และแฟนบอล “ปีศาจแดง” ที่กำลังเพลิดเพลินกับชัยชนะ 10 จาก 11 นัดก่อนหน้านี้ หันมารับรู้ถึงความจริงที่ว่า

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่โดนคนไทยดูถูกว่าได้แชมป์เพราะลีก เอิง ฝรั่งเศส มันอ่อน ต้องคิดใหม่แล้วว่าพวกเขาคือทีมในระดับยุโรป พวกเขาเป็นตัวเต็งแชมป์รายการนี้ในทุกๆ ปีที่เข้ามา ไม่ใช่ไก่กาที่จะมาชนะเอาง่ายๆ

จริงอยู่คู่แข่งใน ลีก เอิง อาจจะไม่มีใครสู้พวกเขาได้ในระยะยาว แถมยังมีการสะดุดแพ้ทีมเล็กๆ ตกรอบบอลถ้วยไปก่อนหน้านี้ แต่ถ้าพวกเขาไม่ดีจริง ก็คงไม่กวาดแชมป์ในประเทศทุกๆ ปีมาก่อนหน้านั้นหรอก

นี่จะเป็นประสบการณ์ที่ดีให้กับทั้ง โซลชา และทีมงาน, ตัวนักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด ทุกๆ คน รวมถึงแฟนบอล เพื่อการพัฒนาต่อไปในทุกๆ ฤดูกาลจากนี้

แต่สิ่งที่ควรจะต้องทำก่อน คือลืมความพ่ายแพ้ไปซะ แล้วมองไปในเกม เอฟเอ คัพ ที่กำลังจะมาถึง เพราะการเจอ เชลซี ก็จะเป็นเกมที่พวกเขาจะได้ประสบการณ์และได้เรียนรู้ไปในตัว นอกเหนือจากผลการแข่งขันด้วยเช่นกัน