เดลี่ เมล สื่อแดนผู้ดี เปิดเผยข้อมูล ฟ้าผ่ากลางกรุงมาดริด ล่วงแชมป์เปี้ยนลีก

เดลี่ เมล สื่อแดนผู้ดี เปิดเผยข้อมูล ฟ้าผ่ากลางกรุงมาดริด ล่วงแชมป์เปี้ยนลีก

เดลี่ เมล สื่อแดนผู้ดี เปิดเผยข้อมูล ฟ้าผ่ากลางกรุงมาดริด ล่วงแชมป์เปี้ยนลีก ใครจะเชื่อว่า เรอัล มาดริด จะโดน อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม บุกมาถล่มถึงถิ่น ซานติอาโก เบร์นาเบว 1-4!!

ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายเลกที่ 2 ชะตากรรมทุกอย่างอยู่ในมือของ “ราชันชุดขาว” หลังจากที่บุกไปเก็บชัยที่บ้านคู่แข่งมาได้ก่อนในเลกแรก ด้วยสกอร์ 2-1

ทุกๆ ฝ่ายแทบจะไม่คาดคิดว่า มาดริด เจ้าของแชมป์สูงสุด 13 สมัย แถมยังพ่วงดีกรีแชมป์เก่า จะมาพังพาบเอาในเกมนี้ เพราะแม้ว่า อาแจ็กซ์ จะมาแรงอย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์จากเกมแรกก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้

ขนาด เซร์คิโอ รามอส ยังจงใจล้างใบเหลือง เพื่อให้ตัวเองโดนแบนในเกมหน้า จะได้ลงเล่นในรอบต่อไปโดยที่ไม่มีใบเหลืองติดตัว

แต่แล้วฟ้าก็ผ่าขึ้นกลางกรุง…

กุนซือ เอริค เทน ฮาก วางแผนมาเล่นเหมือนในเกมนัดที่แล้ว คือเน้นโจมตีเร็วโดยใช้ความปราดเปรียวของ 3 กองหน้า ดูซาน ทาดิช, ดาวิด เนเรส และ ฮาคิม ซิเยค เข้าจัดการเกมรับ

พร้อมด้วยการสอดประสานในแผงแดนกลาง ไม่ต้องเน้นที่จะคุมจังหวะครองเกมอะไรมากมายนัก เมื่อแย่งบอล เอาบอลมาครอบครองได้ ก็จ่ายทะลุขึ้นหน้าทันที

ซึ่งมันได้ผลมาแล้วในเกมนัดแรก เพียงแต่ในนัดที่แล้ว พวกเขายังขาดความเฉียบขาด เลยทำให้ได้แค่หนึ่งประตู สุดท้ายความเฉียบคมของ มาดริด เลยทำให้ยอดทีมจากแดนกังหันลมปราชัยไปก่อน

แต่ในเกมที่สองนี้ สถานการณ์มันต่างกันไปโดยสิ้นเชิง รูปเกมเหมือนเดิม เพียงแต่ความเฉียบคมในการทำประตูกลายไปอยู่ในฝั่งของ อาแจ็กซ์ เท่านั้น

แถมฝั่งของ มาดริด เองก็ไร้โชคไร้ดวง ได้โอกาสสวยๆ หลายต่อหลายครั้ง ก็ไม่สามารถยิงได้

แถมลูกทีมของ ซานติอาโก โซลารี่ ยังพากันเกิดอาการบาดเจ็บต้องเปลี่ยนตัวออกเร็วอีก ไม่ว่าจะเป็น ลูคัส บาสเกซ, วินิซิอุส จูเนียร์ และ แกเร็ธ เบล โดยในรายหลังโชคดีที่เล่นต่อได้

การตกรอบครั้งนี้ ต่อหน้าผู้ชมบนสนาม และคนดูทั่วโลก มันเป็นเรื่องที่สร้างเสียงฮือฮา และถือเป็นปรากฏการณ์สุดช็อคประจำฤดูกาลนี้เลยทีเดียว

ถ้ายังจำกันได้ มาดริด เคยเจอกับเหตุการณ์อะไรแบบนี้มาอยู่บ้าง เมื่อปี 2014 พวกเขาเคยเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค มาก่อนในเกมแรก แต่เมื่อกลับมา กลับโดน “เสือใต้” บุกมาเอาชนะได้ ก่อนที่จะไปต่อเวลาพิเศษกัน

เช่นเดียวกับเมื่อปีที่แล้ว พวกเขาบุกไปเอาชนะ ยูเวนตุส ได้สบายๆ แต่มาเล่นอีกนัด แพ้คาบ้านด้วยสกอร์ 1-3 ทั้งๆ ที่เกือบจะต้องต่อเวลาอยู่แล้ว แต่ก็มาซัดลูกจุดโทษ นาทีที่ 90+8

สังเกตหรือไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ครั้งที่ยกตัวอย่างมา ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และยังทำให้ มาดริด เอาตัวรอดจากเรื่องนี้ได้ นั่นก็คือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

เขาทำแฮตทริกให้มาดริด เอาชนะ “เสือใต้” ได้ และเขาก็เป็นคนพังประตูจุดโทษผ่านมือ จานลุยจิ บุฟฟ่อน และพาทีมผ่านเช้าสู่รอบต่อไป

แต่ในวันนี้ ชั่วโมงนี้ “ราชันชุดขาว” ที่ไม่มี โรนัลโด้ มันทำให้ทีมไม่สามารถหาจุดเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อบวกกับความยอดเยี่ยมของ อาแจ็กซ์ แชมป์ ยูซีแอล 4 สมัยด้วยแล้ว เหตุการณ์ล็อกถล่มก็ปรากฏขึ้น

ไม่รู้ว่า โซลารี่ จะทำอย่างไรกับอนาคตของตัวเองต่อไปดี และทาง ฟลอเรนติโน่ เปเรซ จะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร แต่แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมีคนรับผิดชอบ

เดลี่ เมล สื่อแดนผู้ดี เปิดเผยข้อมูลว่า การตกรอบครั้งแรกของ เรอัล มาดริด

ในรอบ 1,393 วัน นับตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2015 มันเกิดอะไรขึ้นหลากหลายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

– พวกเขาเปลี่ยนผู้จัดการทีมมาถึง 5 คน ไม่ว่าจะเป็น คาร์โล อันเชล็อตติ, ราฟาเอล เบนิเตซ, ซีเนอดีน ซีดาน, ฆูเลน โลเปเตกี และ ซานติอาโก โซลารี่

– ในขณะที่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีถึง 3 ทีมที่คว้าแชมป์ได้ ทั้ง เชลซี, เลสเตอร์ ซิตี้ และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

– ในช่วงที่ มาดริด ตกรอบสมัยนั้น บารัค โอบาม่า ยังเป็นประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา อยู่เลย

– เดวิด คาเมร่อน ประกาศนำประเทศอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป หรือที่เรารู้จักกันว่า เบรซิท

– ในปี 2015 ยังไม่เกิดวงไอดอลกรุ๊ป บีเอ็นเคโฟร์ตี้เอท ขึ้นที่เมืองไทยเลย

และที่มากกว่านั้น นับตั้งแต่ปี 2010 ปีแรกที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เข้าสู่ทีมมา ปีนั้น มาดริด ตกรอบนี้ให้กับ โอลิมปิก ลียง ซึ่งหลังจากนั้นมา พวกเขาไม่เคยร่วงตกรอบต่ำว่ารอบตัดเชือกเลยแม้แต่หนเดียว นับๆ ก็ 8 ปีเข้าไปแล้ว

จะบอกว่าการขาด โรนัลโด้ ไป ไม่ส่งผลกับทีม พอมาถึงตอนนี้ก็คงไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว เพราะมันเห็นๆ กันอยู่ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต้มตามหลัง บาร์เซโลน่า ใน ลาลีกา สเปน ถึง 12 คะแนน, ร่วงตกรอบ โกปา เดล เรย์ ด้วยการแพ้คาบ้านให้กับ “เจ้าบุญทุ่ม” ถึง 0-3 ทั้งๆ ที่สามารถไปเสมอมาได้ก่อน 1-1 ในเลกแรก

และนี่ยังมาหล่นในรายการที่สำคัญที่สุดของพวกเขาอีก ต้องตั้งคำถามที่ว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร

จะมาโทษคนนู้นคนนี้คงไม่ได้ คงต้องโทษตัวของ เปเรซ เอง เขาตัดสินใจที่จะเก็บ แกเร็ธ เบล ไว้ และเลือกที่จะทิ้ง โรนัลโด้ ไปอย่างง่ายดาย

ซึ่งมันก็ส่งผลตามมากับการจากไปของ ซีเนอดีน ซีดาน แม้ว่ากุนซือชาวฝรั่งเศส จะประกาศก่อนการย้ายทีมก็ตาม

น่าจับตามองว่า เปเรซ จะทำอย่างไรต่อไปกับสถานการณ์ของทีม จะทำการปลด โซลารี่ ทันทีหรือไม่ หรือจะรอให้จบฤดูกาลเสียก่อน แล้วค่อยดำเนินการอะไรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซื้อตัว หรือหากุนซือใหม่

ตอนนี้เต็งหนึ่งกุนซือคนใหม่ที่จะเข้ามาคุมทีม ได้แก่ โชเซ่ มูรินโญ่ โดยมีพวกกุนซือดังๆ อย่าง อันโตนิโอ คอนเต้ หรือ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ และชื่อโค้ชชั้นนำในยุโรปมาเป็นเป็นแถว

เดลี่ เมล สื่อแดนผู้ดี เปิดเผย

อาจจะดูโหดร้ายไปหน่อยสำหรับ โซลารี่ แต่มานั่งคิดดูดีๆ แล้วอาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับเขาก็ได้ ที่ไม่ต้องทำงานที่มีแต่ความกดดันแบบนี้ ด้วยประสบการณ์ของการเป็นกุนซือที่ยังน้อย ทำให้เขายังมีช่วงเวลาให้ฝึกฝนตัวเองอีกเยอะ

Close Menu