เชลซี บุกไปพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-6 กลายเป็นสถิติการแพ้ขาดที่สุด

เชลซี บุกไปพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-6 กลายเป็นสถิติการแพ้ขาดที่สุด

เชลซี บุกไปพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เชลซี บุกไปพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-6 กลายเป็นสถิติการแพ้ขาดที่สุด ของ “สิงโตน้ำเงินคราม” ในเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

การพ่ายแพ้ขาดของ เชลซี ล่าสุดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น คือการบุกไปโดน น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 0-7 เมื่อเดือนเมษายน ปี 1991 ตอนเป็นดิวิชั่นหนึ่งเดิม เท่ากับผ่านมา 28 ปีพอดิบพอดี

ดูตามหน้าเสื่อ ต้องยอมรับว่าความพ่ายแพ้ในเกมนี้ มันเป็นอะไรที่รับกันได้ยาก โดยเฉพาะแฟนบอลชาวไทย ที่ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มเชียร์กันมาแล้วยังไม่เคยเจอความพ่ายแพ้ที่เละเทะขนาดนี้มาก่อน

ทั้งๆ ที่ทีมไม่ได้มีปัญหาเรื่องการบาดเจ็บ เกมรุกก็ได้ตัว กอนซาโล่ อิกวาอิน เข้ามาอยู่กับทีมแล้ว แต่ผลงานที่ออกมาในสนาม มันไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลย

แต่ถ้าลองมาคิดดูอีกครั้งในรายละเอียดของเกม ต้องชื่นชม แมนฯ ซิตี้ เหมือนกันว่า พวกเขามาด้วยความเฉียบคมมากๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกยิงของ เซร์คิโอ อเกวโร่ หรือ อิลคาย กุนโดกัน ที่มาจากนอกกรอบเขตโทษ

และบวกกับสกอร์ เกิดขึ้นเร็วตั้งแต่ 4 นาที มันทำให้เกมถูกบังคับให้เปิดแลก ในสถานการณ์เกมรับก็ยังตั้งตัวกันไม่ติด พอกองกลางของผู้มาเยือน เริ่มจะเก็บบอลได้ เงยหน้าไปดูสกอร์บอร์ด มันก็กลายเป็นตามหลังแล้ว 0-3

นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้สกอร์มันขาดขนาดนี้ เชื่อว่าถ้าการได้ประตูแรกของ “เรือใบสีฟ้า” ไม่ได้มาเร็วขนาดนั้น เชลซี อาจจะไม่แพ้เละขนาดนี้ก็ได้

แต่เอาล่ะ สุดท้ายแล้วสกอร์ที่ออกมา มันก็คือ 0-6 และทำให้ทีมของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ หล่นไปอยู่อันดับ 6 ของตารางทันที เพราะลูกได้เสียดันกลายเป็นตามหลัง อาร์เซน่อล ไปเฉยเลย

เชลซี บุกไปพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ผลลัพธ์ที่ออกมา แพ้ มันก็คือแพ้ ซึ่งทำให้ เชลซี ไม่สามารถแก้ตัวอะไรได้เลย เพราะสุดท้ายแล้วต่อให้ไม่มีการยิงอันยอดเยี่ยมของ “กุน” กับ กุนโดกัน เชลซี เองก็ไม่ได้มีมุมที่จะเอาชนะทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้อยู่ดี

เพราะเกมบุกที่ยังคงเป็นปัญหา ก็ยังเป็นปัญหาอยู่อย่างนั้น ซึ่งปัญหาของเกมบุกที่วิเคราะห์ดูแล้วเห็นได้ชัด มีประเด็นหลักๆ ดังนี้

เชลซี บุกไปพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้

บอลที่ลำเลียงไปเพื่อเล่นเกมบุกของ เชลซี มันเป็นแบบแผนที่จำเจจนเชื่อว่านักเตะเองยังเบื่อเลยด้วยซ้ำ การแก้ปัญหาของทีมคู่แข่งมันเป็นอะไรที่ง่ายมาก แค่ถอยลงมาตั้งรับกันแน่นๆ ในกรอบเขตโทษ ก็จะบังคับให้ เชลซี ได้แค่จ่ายบอลออกด้านข้างให้ปีกหรือแบ็กเติมเข้ามาเปิดบอลครอสเข้าไป ซึ่งก็โดนดักจังหวะไว้ได้หมด

ถ้าเปิดครอสบอลเข้าไปไม่ได้ ก็จ่ายบอลกลับคืนหลังให้กับมิดฟิลด์ หรือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่เติมเข้ามา แล้วก็ออกด้านข้างเพื่อหาจังหวะเปิดบอลเข้าไปใหม่อีกครั้ง พอมันเป็นบอลหน้าเดียวแบบนี้

มันก็ต้องอาศัยดวงหรือโชคเข้าข้างเล็กน้อย ว่าคู่แข่งจะพลาด ถึงจะทำประตูได้ แต่ถ้าพวกเขาไม่พลาดง่ายๆ เชลซี ก็จะไม่มีทางได้ประตู

สืบเนื่องจากการลำเลียงบอลแบบนั้นของทีม สุดท้ายก็เลยต้องไปฝากบอลไว้กับ เอแด็น อาซาร์ ที่มีทักษะเฉพาะตัวดีให้สร้างทีเด็ดเจาะแนวรับเอาเอง ซึ่งคู่แข่งเขาก็มองเห็นตรงนั้นเช่นกัน และ ฟุตบอลสมัยใหม่

มันเป็นไปไม่ได้แล้ว ที่คุณจะสามารถเลี้ยงบอลผ่าน 4-5 คนเข้าไปดวลกับผู้รักษาประตูได้ทุกครั้ง แถมยิ่งคู่แข่งตั้งโซนในกรอบเขตโทษค่อนข้างมีพื้นที่ให้เจาะเข้าน้อย มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ อาซาร์ จะลุยเข้าไปได้ ต่อให้ฟอร์มจะฮอตขนาดไหน

แถมช่วงหลังเมื่อ อาซาร์ ได้บอล ก็จะโดนประกบ 2 และซ้อนตัวหลังเอาไว้เป็น 3 มันทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ อาซาร์ จะฝ่าตัวเองเข้าไปได้ สุดท้ายมันก็ต้องถ่ายบอลกลับคืนตัวอื่นๆ และก็กลับไปวนข้อแรกใหม่

เชลซี บุกไปพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกมพรีเมียร์ลีกแบบยับเยิน แบบไร้ทางสู้ทุกมุม

เชลซี บุกไปพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้

สืบเนื่องจากประเด็นของ อาซาร์ มันแสดงให้เห็นว่า เชลซี ไม่มีตัวผู้เล่นที่ศักยภาพดีพอ ในการช่วยแข้งชาวเบลเยี่ยม อย่างที่เราเห็นในทีมอื่นๆ เช่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้

พวกเขามีทั้ง เลรอย ซาเน่, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, ริยาด มาห์เรซ และ แบร์นาโด้ ซิลวา ส่วน ลิเวอร์พูล ก็มี ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ด้าน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็มี เจสซี่ ลินการ์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกๆ คนต้องมีสไตล์การเล่นที่เหมือนกัน แต่มันต้องเกื้อหนุนกันได้

แต่เมื่อ อาซาร์ หันไปมองเพื่อนร่วมทีม เขามี เปโดร, วิลเลี่ยน, มัตเตโอ โควาซิช และ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ซึ่งถ้าดูจากชื่อชั้นถือว่าดี แต่ปัจจุบันทั้งหมดทั้งมวล กลับมีฟอร์มการเล่นที่ไม่ดี และ ไม่ได้เป็นที่ยุคของ ซาร์รี่ นะ เพราะมันเป็นมาตั้งแต่ คอนเต้ แล้ว เพียงแค่มันมาแจ่มแจ้งในฤดูกาลนี้เท่านั้น

เชลซี บุกไปพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้

แผงกองกลางที่ยืนตัวหลักโดย จอร์จินโญ่ และ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ทั้งคู่กลับเล่นด้วยกันยังไม่ลงตัวเท่าไหร่นัก ไม่ว่าจะด้วยการขยับ ก็องเต้ ไปเล่นรุกมากไปเหมือนที่คนส่วนใหญ่พูดถึง หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่

สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือทั้งคู่ยังประสานงานกันไม่ดีเท่าไหร่ ประกอบกับตัวที่ 3 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญเลย ไม่ว่าจะเป็น โควาซิช หรือ บาร์คลี่ย์ ก็ไม่ได้ช่วอะไร 2 คนนั้นเลย

ถ้าเทียบกันกับทีมที่เล่นในระบบ 4-3-3 เหมือนกันอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของ โซลชา ทีมใช้ เนมานย่า มาติช, อันเดร เอร๋เรร่า และ ปอล ป็อกบา ซึ่งทั้ง 3 คนสอดประสานกันได้อย่างดี และ มีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน

ที่สำคัญคือมี ป็อกบา เป็นนักเตะกึ่งเพลย์เมคเกอร์ ส่วน แมนฯ ซิตี้ มี แฟร์นันดินโญ่, ดาบิด ซิลบา และ แบร์นาโด้ ซิลวา หรือ เควิน เดอ บรอยน์ ซึ่งก็แบ่งหน้าที่กันได้ดีเล่นกัน

แต่กลับ เชลซี มันยังไม่ใช่แบบนั้น โดยฉพาะตำแหน่งนักเตะที่จะสามารถเล่นเป็นเพลย์เมคเกอร์ได้ อย่าง บาร์คลี่ย์ หรือ โควาซิช ก็ไม่ได้เป็นตัวเพลย์เมคเกอร์ แถมทีมก็ยังเสีย เชส ฟาเบรกาส ออกไปแล้วด้วย

ซึ่งถ้าเรายังจำกันได้ ในยุค คอนเต้ พาทีมเก็บชัยชนะรัวๆ จนสุดท้ายเป็นแชมป์ อีกหนึ่งปัจจัยความยอดเยี่ยม ก็คือ เชส ด้วย ไม่ได้เด่นแค่ ดีเอโก้ คอสต้า หรือ อาซาร์ อย่างเดียว

นั่นเป็นปัญหาในเกมรุกที่เกิดขึ้น ส่วนแนวรับล่ะ มีอะไรที่ผิดพลาดกันไปบ้าง

เชลซี บุกไปพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้

คู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟระหว่าง อันโตนิโอ รูดิเกอร์ และ ดาวิด ลุยซ์ มันยังไม่ใช่ตัวชัวร์ ที่ เชลซี จะฝากผีฝากไข้เอาไว้ได้เลย ทั้งสองรายยังคงมีข้อผิดพลาดกันอยู่บ่อยครั้ง

ไม่ว่าจะผิดพลาดแบบส่วนตัวหรือส่วนรวม จะเปลี่ยนมาใช้ อันเดรส คริสเตียนเซ่น ก็ยังคงไม่ดีพอ และความเก๋าเกมน้อยเกินกว่าจะเป็นตัวจริง

และในแท็กติกของ ซาร์รี่ เอง ไม่ได้มีคัวเก็บกวาดในแผงกองกลาง เป็นด่านสุดท้ายก่อนจะถึงแนวรับอย่าง ก็องเต้ อีกต่อไป มันยิ่งทำให้เกมสวนกลับของคู่แข่ง พาบอลทะลุไปถึงกองหน้าได้ง่ายขึ้น

อย่างที่เห็นในเกมกับ บอร์นมัธ ยิ่งคู่แข่งประทีมประเภทเล่นเกมสวนกลับได้อย่างยอดเยี่ยมแล้วด้วยล่ะก็ ทะลุไปกี่ครั้งก็เป็นประตูทุกครั้งไป

เชลซี บุกไปพ่าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้

อีกสิ่งหนึ่งที่กลายเป็นปัญหาในช่วงนี้ของ เชลซี คือฟอร์มที่ตกลงไปของคู่แบ็ก 2 ฝั่งอย่าง มาร์กอส อลอนโซ่ และ เชซาร์ อัสปิลิกวยต้า ไม่ว่าจะเป็นเกมรับหรือเกมรุก

ถ้าพูดเรื่องเกมรุกก่อน ทั้งคู่ไม่ได้มีการเติมเกมที่อันตรายพอ โดยเฉพาะทางแบ็กขวากัปตันทีม ที่มีสถิติบ่งบอกมาว่าการจ่ายบอลของเขา ไม่ได้มีลูกคิลเลอร์พาส หรือการเปิดบอลจากด้านข้างที่เป็นประโยชน์อะไรมากเลย

ส่วนเกมรับ ทั้ง 2 คนไม่ได้มีความเร็วที่มากมายนัก เมื่อใดก็ตามที่ต้องไปดวลกับปีกที่มีความสามารถเฉพาะตัวจัดจ้าน งานของทั้งคู่จะหนักทันที อย่างในเกมที่แพ้ แมนฯ ซิตี้ ทั้งคู่จะถูกเกมริมเส้นของคู่แข่งเล่นงานต่อเนื่องจนจบเกม ถึงขั้นเสียจุดโทษด้วยซ้ำ เพราะการเข้าบอลที่ช้าไป ไม่ทันฝีเท้าของคู่แข่ง

นั่นคือปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ที่เขายังคงเหลือเวลาให้แก้ไข ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเหลืออีกนานหรือไม่ เพราะล่าสุดเขาได้กลายเป็นผู้จัดการทีมที่น่าจะโดนไล่ออกมากที่สุดไปแล้ว โดยบ่อนหั่นราคาให้กลายเป็นเต็งหนึ่งกุนซือที่จะโดนเด้งคนถัดไปเรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองกันในแง่ดี การแพ้ ซิตี้ 0-6 ผนวกกับแพ้ บอร์นมัธ 0-4 ในสองเกมเยือนที่โดนไปสิบลูกและยิงกลับไม่ได้เลย อาจจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นบนสนาม ว่าทีมงานสตาฟฟ์โค้ช จะต้องแก้ไขตรงไหนต่อไปให้มันตรงจุด

การพ่ายแพ้ 0-6 มันอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เราเห็นกันบนสกอร์บอร์ด ถ้าสุดท้ายแล้วทีมมีการแก้ไขในช่วงที่เหลือต่อจากนี้ ไปในทิศทางที่ดีขึ้น จนเมื่อไปถึงช่วงปิดฤดูกาลแล้วผันตัวเองมาประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้ได้ สุดท้ายคนก็จะบืมเกมนี้ไป

แต่ถ้าเกิด ซาร์รี่ ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ประกอบกับเมื่อจบซีซั่นทีมล้มเหลว เขาก็ต้องรับผลกับสิ่งที่ตามมา หลังจากโดน 6 ประตูในเกมล่าสุด ด้วยการถูกไล่ออก

Close Menu